"รู้เก็บ รู้ใช้"
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ
ชื่อผู้แต่ง องอาจ จิระอร. ชื่อเศษสตางค์ ความหวัง เสื้อกันหนาว. สสถานที่พิมพ์ 65/60-62 ถนนชัยพฤกษ์ เขยตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร สำนักพิมพ์ บริษ อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จัดกัน. 2548.240 หน้า
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิกร....กร...ไอ้กร ยายมารับแล้วโว๊ย..อยู่โน่น... เพื่อนของนิกรตะโกนเรียก ชี้มือบอกที่ที่ยายยืนรอ พลอยทำให้เพื่อนที่ยืนอยู่กลางสนามหันมามองด้วย ผมผูกเชือกรองเท้าเสร็จก็รีบวิ่งออกไปทันที
ทำไมโตมาป่านนี้แล้วยังให้ยายมารับด้วยวะ
เสียงลอยไล่หลังมาแว่วๆ
ยายนั่งพับเพียบอยู่กลางบ้าน คลี่ใบตองจากพับ ดึงเส้นแข็งกลางใบตองออก แล้วฉีกเป็นชิ้นขนาดฝ่ามือเรียงซ้อนไว้เป็นตั้งอย่างคล่องแคล่ว แยกส่วนโคน และปลายใบที่เป็นชิ้นขนาดเล็กไว้กองหนึ่ง นานๆจะยกหลังมือขึ้นมาปาดเหงื่อบนหน้าผากสักที
ข้าวต้มมัด สิ่งเดียวที่ใช้เลี้ยงชีวิตยายและผม ในบ้านหลังเล็กๆของชุมชนหลังวัด ตั่งแต่จำความได้ผมไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแม่ผมเป็นใคร....หลายครั้งที่ผมเฝ้ามองเด็กข้าบ้านที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ และเกิดความไม่เข้าใจว่าแล้วทำไมผมถึงไม่มีพ่อแม่ นั่นยิ่งทำให้ผมคิดหนัก และคิดอยู่เสมอว่าพ่อแม่ผมไปใหน
ผมเคยถามยาย ดูเหมือนว่ายายจะไม่อยากพูดถึง เล่าเพียงสั้นๆว่าพ่อแม่ผมตายไปตั้งแต่ผมอายุได้เพียงขวบเดียวเท่านั้น ส่วนยาญิคนอื่นๆ ผมไม่เคยเห็นใครเเวะมาเยี่ยมเยี่ยนหายายเลยสักคน ครอบครัวผมจึงมีเพียงผมยาย และข้าวต้มมัด
ยายสอนให้ผมพิถีพิถันกับทุกขั้นตอนของการทำข้าวต้มมัด ตั้งแต่เลือกกรวดและเศษผงออกจากข้าเหนียว ฉีกใบตอง เช็ดจนสะอาด หลังจากนั่นก็คั้นกะทิ เสร็จก็กลองด้วยผ้าขาวบาง กวนข้าวกับกะทิที่ปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือจนเป็นเนื้อเดียวกัน กล้วยน้ำหว้าต้องเลือกที่สุกกำลังดี ปอกเปลือกผ่าครึ่งตามยาวเตรียมไว้ แล้วก็ถึงขั้นตอนการห่อ และมัดอย่างประณีต ไม่ให้เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ก่อนจะนำขึ้นนึ่งถึงด้วยถ่าน ซึ่งการนึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง เพื่อที่จะทำให้ข้าวต่้มมัดไส้กล้วยนุ่มเหนียวน่ากิน
ผมนอนทำการบ้านอยู่ข้างๆ ยายที่กำลังนั่งฉีกใบตอง ยายยกมือลูบหัวผมเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงที่แสนจะอบอุ่นว่า
"กรเอ๊ย...กร การฉีกใบตองก็เหมือนการตัดสินใจทำอะไรสัดอย่างต้องระมัดระวังไม่ให้เล็กหรือใหญ่จนเกินไปถ้าทำให้ใหญ่จนเกินไปเมื่อห่อมัดก็จะมีส่วนเหลือเกินความจำเป็น ถ้าเล็กเกินไปก็ไม่สามารถห่อส่วนต่างๆได้ ก็เหมือนการลุงทุนทำอะไรสักอย่าง...ถ้าไม่วางแผนอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้อน ถ้าลงทุนมาเกินไปก็จะขาดทุนเสียหาย ถ้าลุงทุนน้อยเกินไป ทำน้อยเกินไปผลตอยแทนกว่าจะได้ก็ช้า ผลตอบแทนที่ได้มาก็จะไม่พอในการลงทุนครั้งต่อไปทำอะไรเราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ คิดถึงผลได้ผลเสีย..."
ถึงแม้นยายจะเป็นแค่แม่ค้าขายข้าวต้มมัดก็เถอะ แต่ผมกลับมองว่ายายเป็นนักบริหารจัดการขั้นรากหญ้าที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
สามารถนำไปประยุกต์ใช็ในชีวิตประจำวันสอดคล้อง 9ข้อพ่อสอนไว้"นิสัยแห่งความดีด้านต่างๆ ดั้งนนี้"
1.จงอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ เช่น ยายดูเลี้ยงหลานมาด้วยการขายข้าวต้มมัด
2.การเอาชนะ"ใจ"...ตนเอง...หลานซึ่งอยากรู้เรื่องพ่อแม่ แต่ยายไม่ยายที่จะพูดเลยบอกหลานไปว่าพ่อกับแม่ได้ตายไปแล้ว เพราะยายคิดว่าถึงไม่มีพ่อกับแม่ของหลานยายก็สามารถเลี้ยงหลานได้
3.หนังสือคือออมสิน ถึงหลานจะช่วยทำงานยายแตก็ยังไม่ทิ้งการเรียน
4.ความเพียร ยายต้องทำงามเลี้ยงหลานเพียงลำพังเพื่อที่จะให้ได้มีงานไปเรียนหนังสือ
5.ความรู้ตน ที่ว่าถ้าการลงทุนมากเกินไปก็จะเสียหาย ถ้าลุงทุนน้อยเกินไป ทำน้อยเกินไปผลตอยแทนกว่าจะได้ก็ช้า ผลตอบแทนที่ได้มาก็จะไม่พอในการลงทุนครั้งต่อไป
6.ต้องเป็นทั้งผ็ูรับและผู้รับ และผู้ให้ การทำขนมต้องใส่ใจในการทำต้องประณีตเพราะลูกค้าต้องการขนมที่สะอาดและอร่อย สิ่งได้ตอบแทนมาคือคำชม
7.ความซื่อสัตย์ การทำขนมต้องใส่ใจทุกขั้นต้อนในการทำต้องเลือกวัตถุดิบที่สะอาด
8.พูดจริง ทำจริง ยายทำงานที่ตนเองรักคือคำว่าจงภูมิใจในสิ่งที่ตนเองเป็น
9.รู้จัก "พอดี"ยายลงทุนเท่าที่มีกำลังเงินไม่มากจนเกินไปไม่มากจนเกินไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น